Email This
Print This
สารจากประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่ม

เรียน ท่านผู้ถือหุ้น

ศุภจี สุธรรมพันธุ์
ประธานเจ้าหน้าบริหารกลุ่ม

ปี 2560 ที่ผ่านมา นับว่าเป็นช่วงเวลาแห่งเสริมสร้างความแข็งแกร่งให้ กับองค์กร ด้วยการลงทุนในโครงการใหม่ๆ รวมถึงการปรับปรุงภายใน ไม่ว่าจะเป็นการลงทุนซ่อมแซมและปรับปรุงโรงแรมที่ให้บริการมานานแล้ว การพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพของบุคลากรที่มีอยู่ รวมถึงการตัดสินใจ ขายโรงแรมดุสิตปริ๊นเซส โคราช เพื่อปรับปรุงโครงสร้างสินทรัพย์ให้ดี ขึ้นตามแผนกลยุทธ์ที่วางไว้ ถือเป็นการวางรากฐานที่มั่นคงอย่างต่อเนื่อง เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืน และ ผลกำไรที่ดีขึ้นในอนาคต

จากการดำเนินงานข้างต้น ส่งผลให้เรามีกำไรสุทธิจำนวน 267 ล้านบาท ในปี 2560 คิดเป็นเพิ่มขึ้นร้อยละ 134 จากปีที่ผ่านมา

เสริมรากฐานให้แข็งแกร่ง

ในการสร้างอนาคตที่สดใสและยั่งยืนของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ในปี 2560 ที่ผ่านมา เราได้พิจารณาถึงองค์ประกอบหลักที่เป็นแกนกลาง ของบริษัทฯ ซึ่งมีด้วยกันทั้งหมด 5 ส่วน ได้แก่ บุคลากร กระบวนการ ทำงาน โรงแรม เทคโนโลยี และความสามารถทางการเงิน และลงมือ ปรับปรุงแต่ละองค์ประกอบให้ดีขึ้นภายใต้แผนกลยุทธ์หลักสำหรับความ สำเร็จในระยะยาว

เพราะเราคือผู้กำหนดโชคชะตาด้วยสองมือของเราเอง เราจึงมีการลงมือ สร้างรากฐานที่มั่นคง มองหาโอกาสเพิ่มความหลากหลายในการทำธุรกิจ พร้อมกับหาวิธีใหม่ๆ ในการทำงานและผนึกกำลังเสริมการดำเนินงาน เพื่อสร้างรากฐานให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นไปอีก เพื่อสร้างองค์กรที่แข็งแรงมั่นคง สามารถยืนหยัดผ่านพ้นมรสุมการเปลี่ยนแปลงของธุรกิจ ตลอดจนการ เปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่อันเกิดจากเทคโนโลยี และคลื่นลมความผันผวน ของเศรษฐกิจไปได้

ตลอดปีที่ผ่านมา เราได้ลงทุนในเรื่องบุคลากรเพิ่มขึ้น โดยเราได้คนเก่งๆ ที่เปี่ยมไปด้วยความสามารถเข้ามาร่วมทีม และช่วยเพิ่มพูนศักยภาพของ เราในการบรรลุเป้าหมายตามกลยุทธ์หลัก การทำงานที่สอดประสานเป็น หนึ่งเดียวกันของพนักงานที่อยู่กับเรามานาน รวมถึงคนใหม่ๆ จะนำไปสู่ ความหลากหลายของโครงการ ที่จะเพิ่มมูลค่าให้แก่ ผู้ถือหุ้น ผู้ลงทุน และ ผู้มีส่วนได้เสียทุกท่าน

นอกจากนี้ เรายังได้ทำการจัดตั้งกองทรัสต์เพื่อการลงทุนใน อสังหาริมทรัพย์และสิทธิการเช่าดุสิตธานี หรือ ดีรีท (DREIT - Dusit Thani Freehold and Leasehold Real Estate Investment Trust) โดยนำกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ และสิทธิการเช่าดุสิตธานี (DTCPF) มาแปลงสภาพเป็นกองทรัสต์

ซึ่งจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพด้านภาษี ขยายโอกาสและความสามารถ ในการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ ไปจนถึงความคล่องตัวในการลงทุนปรับปรุงโรงแรมที่บริหารโดย กองทรัสต์ เป็นการเพิ่มความได้เปรียบด้วยการปลดล็อกสินทรัพย์ ที่เราถือครองอยู่จากข้อจำกัดเดิมๆ ให้ทำงานเกิดผลได้เต็มที่ ช่วยขับเคลื่อนการขยายธุรกิจ จนถึงท้ายที่สุด ก็คือ เพิ่มมูลค่าใน การลงทุนแก่ผู้ลงทุน

โรงแรมที่อยู่ภายใต้กองทรัสต์ดีรีท ณ ปัจจุบัน ประกอบด้วย ดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ต ดุสิตธานี หัวหิน และดุสิตดีทู เชียงใหม่ เรามีแผนที่จะเพิ่มจำนวนโรงแรมอื่นๆ เข้ามาในกองทรัสต์ด้วยโดย พิจารณาจากความสามารถในการแข่งขันและสร้างผลกำไร

ในปีที่ผ่านมา เรายังได้ทำการปรับปรุงและซ่อมแซมโรงแรมดุสิตธานี ลากูน่า ภูเก็ตครั้งใหญ่ รวมถึงปรับปรุงห้องพักที่โรงแรมดุสิตธานี พัทยา และโรงแรมดุสิตธานี มะนิลารวมถึงการปรับโฉมห้องอาหาร เบญจรงค์ที่โรงแรมดุสิตธานี มะนิลา ซึ่งในเวลาเพียงสองเดือน หลังจากเปิดให้บริการห้องอาหารเบญจรงค์โฉมใหม่ ที่ดุสิตธานี มะนิลา ก็ได้รับการยกย่องให้เป็นห้องอาหารที่ดีที่สุดอันดับ 3 ในการจัดอันดับ 14 ร้านอาหารเปิดใหม่ที่มาแรงที่สุดจากทั่วโลกจาก เว็บไซต์ซีเอ็นเอ็น แทรเวล นอกจากนี้ ห้องอาหารแห่งนี้ยังได้รับ ประกาศนียบัตรรับรองมาตรฐาน ไทย ซีเล็กต์ (THAI SELECT Seal of Approval) จากกระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทยอีกด้วย เป็นการรับประกันและตอกย้ำชื่อเสียงของเบญจรงค์ในฐานะหนึ่งใน ร้านอาหารไทยที่เยี่ยมที่สุดในประเทศฟิลิปปินส์

มุ่งขยายธุรกิจกว้างไกลทั่วโลก

การขยายธุรกิจไปทั่วโลกของเราในปีที่ผ่านมามีความคืบหน้าที่น่า พอใจ ทีมพัฒนาธุรกิจของดุสิตได้ลงนามในสัญญาบริหารโรงแรม ใหม่จำนวน 17 แห่งในประเทศบาห์เรน บังคลาเทศ จีน เอธิโอเปีย เนปาล เวียดนาม และประเทศไทย ทำให้เรามีจำนวนโรงแรมที่จะ เปิดตัวในประเทศต่างๆ ทั่วโลกรวมกว่า 60 แห่ง

ในขณะเดียวกัน เรามีข่าวดีจากธุรกิจบริหารการศึกษาด้านการ โรงแรมของดุสิตธานีที่เพิ่งได้รับใบอนุญาตเปิดดำเนินงานวิทยาลัยดุสิตบริหารการโรงแรม (Dusit Hospitality Management College) ซึ่งเป็นสถาบันการศึกษาต้นแบบที่ผสานโรงเรียนการโรงแรมเข้า เป็นส่วนหนึ่งของโรงแรม นอกจากนี้ เรายังได้เปิดศูนย์ความเป็น เลิศวิทยาลัยดุสิตธานี ที่จะมาช่วยเสริมศักยภาพด้านการฝึกอบรม ของวิทยาลัยดุสิตธานี โดยนำเสนอหลักสูตรการทำครัวและการ โรงแรมระยะสั้นแก่ลูกค้าระดับองค์กร

นอกจากการมุ่งสร้างความแข็งแกร่งในธุรกิจโรงแรมในประเทศไทย ของเราโดยเน้นไปที่แหล่งท่องเที่ยวสำคัญ และการจัดโครงสร้าง สินทรัพย์ให้แข็งแกร่งแล้ว เราก็ยังเริ่มมองหาช่องทางอื่นๆ ใน การขยายธุรกิจไปยังตลาดต่างประเทศได้กว้างไกลขึ้น ตั้งแต่การ เปิดสำนักงานตัวแทนฝ่ายขายที่ประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นตลาด นักท่องเที่ยวที่โตเร็วที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ไปจนถึงการจับมือเป็น พันธมิตรกับธุรกิจบริหารโรงแรมชั้นนำอีกสองบริษัท ได้แก่ กลุ่ม บริษัทโดสเซ่น อินเตอร์เนชั่นแนล ในประเทศจีน และบริษัท คัลเลอร์ส อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อ ขับเคลื่อนการขยายธุรกิจโรงแรมของเราในตลาดของทั้งสอง ประเทศนี้

สำหรับกลยุทธ์ด้านการเพิ่มความหลากหลาย เราได้เข้าไปลงทุนใน บริษัทสตาร์ทอัพสัญชาติไทยชื่อ เฟฟสเตย์ (FavStay) ที่ให้บริการ จัดหาคอนโดมิเนียมและบ้านพักตากอากาศให้เช่าตามหัวเมือง ท่องเที่ยวยอดนิยมในประเทศไทย เนื่องมาจากเราตระหนักดีว่า การยอมรับและเข้าใจเศรษฐกิจแบ่งปัน หรือแชร์ริ่งอีโคโนมี (Sharing economy) และต่อยอดจากความสำเร็จตรงนี้จะสามารถช่วยสร้าง มูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจเดิมที่เรามีอยู่ได้เป็นอย่างดีด้วยการเรียนรู้ จากนวัตกรรมรูปแบบธุรกิจใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นภายใต้เศรษฐกิจแบ่งปัน

ก่อร่างสร้างความสำเร็จ

ช่วงระยะเวลาสามปีแรกในแผนกลยุทธ์ระยะยาวของเรา ได้มุ่ง เน้นไปที่การลงทุนสำหรับการสร้างรากฐานที่แข็งแกร่ง จึงไม่ใช่ เรื่องเหนือความคาดหมายที่เราจะเห็นตัวเลขผลประกอบการและ ผลกำไรลดลงอยู่บ้าง แต่เรายังอยู่ในช่วงต้นของการเดินทางเท่านั้น ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากที่สุด

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุดในวิสัยทัศน์ระยะยาวของบริษัทฯ ก็คือ โครงการพัฒนาโรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ ที่เป็นโรงแรมที่มีความ สำคัญกับเรามากที่สุด เดิมเรามีกำหนดเวลาที่จะปิดโรงแรมเพื่อเริ่ม ดำเนินงานโครงการพัฒนาในเดือนเมษายน 2561 อย่างไรก็ดี เรา ได้ตัดสินใจเลื่อนกำหนดวันปิดทำการไปเป็นวันที่ 5 มกราคม 2562 เพื่อให้มีเวลาทำงานด้านการออกแบบมากขึ้นและยังจะสามารถเพิ่ม คุณค่าใหม่อื่นๆ ให้กับโรงแรมดุสิตธานีที่จะสร้างขึ้นมาใหม่ได้อีก ด้วย และเพราะก้าวแรกในการเดินทางนั้นสำคัญที่สุดเสมอ ดังนั้น เราจึงคอยหมั่นตรวจตรากำลังความแข็งแกร่งและศักยภาพของเรา อย่างสม่ำเสมอเพื่อให้แน่ใจว่า ยังเพียงพอสำหรับการเดินทางระยะ ไกล เพื่อนำไปสู่การบรรลุความสำเร็จ

กุญแจไขสู่ความสำเร็จ ก็คือ กลยุทธ์ของเรานั่นเอง ทั้งนี้ ในปี 2561 เรากำลังจะเข้าสู่ปีที่ 3 ของการเดินทางของดุสิตธานีที่วาง กำหนดเวลาไว้ 9 ปีในการสร้างสมดุล เพิ่มความหลากหลายใน การทำธุรกิจ และขยายตัวไปทั่วโลก นอกจากนี้แล้วการฟื้นตัวของ เศรษฐกิจโลก บวกกับการเติบโตอย่างต่อเนื่องของอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวไทย ทำให้คาดว่ารายได้จากการดำเนินงานโดยรวมจะ เติบโตเพิ่มขึ้นในอัตราประมาณร้อยละ 5 จากปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ การเสริมรากฐานของเราให้ยิ่งทวีความแข็งแกร่งอย่างต่อเนื่อง คือ ปัจจัยสำคัญที่จะขับเคลื่อนมูลค่าให้เพิ่มมากขึ้น ซึ่งการเสริม รากฐานทั้งหมดนี้รวมไปถึงการเปิดโรงแรมใหม่อีก 10 แห่ง ทั่วโลกใน 6 ประเทศ การวางแผนปรับปรุงซ่อมแซมโรงแรม ของเราที่ภูเก็ต มัลดีฟส์ และพัทยาในช่วงนอกฤดูท่องเที่ยวที่มี มูลค่าประมาณ 255 ล้านบาท การขยายธุรกิจด้านการศึกษาการ โรงแรมออกไปยังต่างประเทศด้วยการเปิดตัววิทยาลัยดุสิตบริหาร การโรงแรม (Dusit Hospitality Management College) ในกรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ การพัฒนาแตกไลน์ธุรกิจใหม่ๆ ในภาคอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม การลงนามในสัญญา บริหารโรงแรมและทำสัญญาแบบแฟรนไชส์โรงแรมใหม่ๆ ในเมือง ท่องเที่ยวหลักๆ ในประเทศต่างๆ ทั่วโลก และการเปิดแบรนด์ โรงแรมแบรนด์ใหม่ที่มุ่งเจาะตลาดนักท่องเที่ยวที่มีทัศนคติและ ไลฟ์สไตล์แบบคนยุคมิลเลนเนียลซึ่งกำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว มากอีกด้วย

ทั้งนี้ เมื่อรากฐานที่วางไว้ทั้งหมดเรียบร้อยลงตัวแล้ว ก็จะนำให้ เราไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุดในการสร้างอนาคตที่สดใส และยั่งยืน

สุดท้ายนี้ ในนามของผู้บริหารและพนักงานทุกคนของบริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) ดิฉันขอขอบคุณทุกท่านสำหรับการ สนับสนุนที่มอบให้กับเรา และด้วยแรงสนับสนุนนี้เองทำให้ ดุสิตธานียังคงความโดดเด่นด้วยอัตลักษณ์ของการให้บริการจากใจ แบบไทยมาโดยตลอด ซึ่งเหล่านี้เป็นคุณค่าที่เราทุกคนล้วนภาค ภูมิใจ